วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Make conversation

Make conversation  ::  นี่คือเวิร์บทูชวนคุยครับ แล้วก็ไม่ใช่ชวนคุยเฉยๆ แต่เป็นการชวนคนที่เราไม่รู้จักคุ้นเคยคุย 'ตามมารยาท' แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เราต้องแสดงมารยาทโดยการชวนคนอื่นคุย? ลองนึกดูครับ ผมว่าส่วนใหญ่เคยมาแล้วทั้งนั้นล่ะ เอาง่ายๆ เลยก็เช่น ในแท็กซี่ อ้ะ ก็ชวนพี่เขาคุยเสียหน่อย วัดแววความโรคจิตนิดนึง ไม่ใช่ขึ้นรถปั๊บหลับปุ๊บ ตื่นมาอีกทีกำลังนอนเปลือยและโดนปล้น

         
          หรือเมื่อคนเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน กลายเป็นคนหัวอกเดียวกัน ก็จะเริ่มมีการ Make conversation เกิดขึ้น เช่น ลิฟต์ค้าง แล้วติดอยู่กับใครอีกคน ถ้าจะไม่ชวนคุยเลย แถมยืนนิ่งๆ ตามองตรงไปข้างหน้า อันนี้มันก็อาจออกแนวหลอนได้นะ อีกคนอาจสงสัยว่าตกลงแกเป็นผีหรือเปล่า นี่มีชั้นเห็นแกอยู่คนเดียวใช่มั๊ย

อาหมวยไปตามนัดสายหลายนาที พอถึงที่นัดหมายปรากฏว่าแฟนหนุ่มกำลังคุยจ้อฉอเลาะอยู่กับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งไอ้คุยกับผู้หญิงไม่ว่านะ แต่ที่อภัยไม่ได้คือนังนั่นมันสวยกว่าชั้น อาหมวยไม่ฟังอีร้าค้าอีรม ปราดเข้าไปตบกะโหลกหนึ่งผัวะด้วยน้ำหนักฝ่ามือราวๆ สิบเจ็ดปอนด์

แฟนหนุ่มหน้าทิ่มลงไปในถ้วยกาแฟร้อน สักพักแหงะหน้าขึ้นมาโวยวาย นี่เธอทำอะไรของเธอนี่ "I was just trying to make conversation!"  เราชวนเขาคุยตามมารยาทเฉยๆ ไม่ได้จีบซะหน่อย เราสงสาร เห็นเขาใส่เสื้อผ้าบ๊างบางแล้วก็ซ้านสั้น ก็กลัวเขาจะหนาว เลยชวนเขาคุย ก็เท่านั้นเอง

Do I make myself clear?

Do I make myself clear?  ::  หรือบางครั้งก็อาจจะใช้สั้นๆ ว่า "Is that clear?" อันนี้เป็นคำถามที่เท่มาก เพราะคนที่จะถามคำถามนี้ได้ต้องเป็นคนที่มีสถานะ ตำแหน่ง หรือศักดิ์ศรีเหนือกว่าเท่านั้น เช่น ครูถามนักเรียน พ่อแม่ถามลูก เจ้านายถามลูกน้อง แต่ถ้าพนักงานต๊อกต๋อยอย่างเราไปยืนค้ำหัว หัวหน้าแล้ว "Do I make myself clear?" นี่มีหวังโดนตบหน้าเบี้ยวแล้วหักเงินเดือน 75% ตลอดอายุการใช้งาน


มันคือ  "เข้าใจไหม"  นั่นล่ะครับ แต่โดยน้ำเสียงของมันแล้ว จะต้องแปลประมาณว่า "ที่ชั้นพูดไปน่ะ ซีมซับเข้าไปในหัวขมองมะ?" ราวๆ นั้นเลยเชียว เช่น ผลการเรียนห่วยแตกๆๆ โดนพ่อด่าๆๆ แล้วลงท้ายด้วย "ต่อไปนี้ห้ามเล่นเกมช่วงอ่านหนังสือสอบอีก ไม่งั้นพ่อจะจับกระทืบให้หมด กระทืบทั้งเกม กระทืบทั้งแก! Do I make myself clear?!?" ขอแนะนำว่าให้ตอบว่าเยส เซอร์ เท่านั้นแล้วหุบปาก อย่าหืออย่าอือ

ยอดขายห่วยแตกๆๆ เจ้านายด่าๆๆ แล้วลงท้ายด้วย "เดือนหน้าถ้ายอด ยังไม่เข้าเป้า เอ็งกระเด็นแน่ Do I make myself clear?!?" ที่พูดมาเนี่ยมีตรงไหนไม่ชัดมั่งมะ จะได้อธิบายย้ำประกอบด่าซ้ำอีกรอบแบบเอ็กซ์เท็นเด็ดเวอร์ชั่น

Make an ass of yourself

Make an ass of yourself  ::  Ass แปลว่าตูด ไม่ใช่ก้นด้วยนะครับ ต้องตูดเท่านั้น เพราะก้นมันต้อง butt หรือ buttom หรือ buttock อันจะเป็นตูดที่สุภาพกว่า คำว่า Ass นั้นเป็นอีกหนึ่งศัพท์สารพัดประโยชน์ในภาษาอังกฤษ อาจจะสามารถเอกไปแยกเขียนเป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มเต็มๆ ได้ จึงยังไม่ขอแจงละเอียดกันตอนนี้ เอาเป็นว่าแปลเฉพาะสำนวนนี้ก่อนก็แล้วกัน

Ass ในอีกความหมายหนึ่งคือลาครับ ไม่ใช่ลาบ๊ายบาย แต่เป็นลาที่เป็นญาติม้าแต่โง่กว่า เป็นลาที่มีความหมายเดียวกันกับ Donkey แล้วก็อย่างที่บอก พูดถึงลา แล้วยังไงต่อ ก็ต้องลาโง่แน่นอน ดังนั้น Ass จึงแปลว่า Fool ได้ด้วย แต่โง่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความรู้เตี้ยไอเดียต่ำ แต่หมายถึงอะไรที่งี่เง่าเต่าตุ่น ทุเรศทุรัง น่าเอือมระอาใจ

Make an ass of yourself จึงหมายถึงทำตัวงี่เง่าให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะ เป็นที่อับอายขายหน้าแก่วงศ์ตระกูลและมิตรสหาย

เฮ้ย ถามจริง เอ็งจะออกไปร้องเต้นเล่นละครในงานปาร์ตี้บริษัทจริงๆ เรอะ เอ่อ รังแต่จะเป็นที่อับอายขายหน้าแก่ตัวเองนะเพื่อนนะ "I'm telling you, you'll be making an ass of yourself." นั่งเฉยๆ เหอะ  คนบางคนระหว่างมีกับไม่มีแอลกอฮอล์ในเลือดนี่บุคลิกต่างกันเยอะราวฟ้ากับเหวเลย เวลาไปดริ๊งก์กับเพื่อนฝูงเนี่ย ผมจะจิบน้อยๆ กินกับเยอะๆ แล้วนั่งดูเพื่อนๆ ค่อยๆ แปลงร่างกัน สนุกดีครับ แล้วก็จะมีเพื่อนบางคนที่ "Always makes a complete ass of himself when he's had too much to drink." มันเมาทีไรเพื่อนฝูงได้บังเทิงทุกที เพราะมันจะตลกมาก ปัญญาอ่อนมาก และที่เยี่ยมที่สุดคือ พอสร่างแล้วจะจำอะไรไม่ได้เลย ดังน้้นกิจกรรมวันรุ่งขึ้นที่สนุกที่สุดอีกอย่างก็คือ เอาคลิปตอนมันเมาที่เราถ่ายไว้ไปให้มันดู แล้วนั่งดูปฏิกิริยามันอีกที

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

I will make it up to you.

I will make it up to you.  ::  ประโยคนี้เอาไว้ออดอ้อนงอนง้อใครก็ตามที่เราทำผิดกับเขา หรือทำผิดสัญญากับเขา    คืนครบรอบเป็นแฟนกัน 7 วัน อุตสาห์รับปากแล้วว่า จะรีบโดดเรียนพิเศษพาแฟนไปเดินสะพานพุธ แล้วจู่ๆ ก็เกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อนแว้นกวนเมืองแก๊งเดียวกันมอเตอร์ไซค์ล้มคว่ำ ต้องรีบไปให้เลือดที่โรงพยาบาล(พอดีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน) น้องเขาเลยปากปลิ้นปากเบะ งอนซะไม่มีดี คุณเลยต้องสัญญิงสัญญาใหม่ว่าจะชดเชยให้ โดยการพาไปเดินสะพานพุทธ และนอกจากนั้น ยังจะพาไปเดินสะพานพระรามแปดและสะพานพระรามเก้าตามลำดับ อีกด้วย



ประโยคในการเกริ่นเพื่อทำสนธิสัญญางอนง้อดังกล่าวก็ได้แก่ "I'll make it up to you..." or "Let me make it up to you..."  นี่แหละครับ หมายถึง น้า น้า อย่างอนน้า แล้วเดี๋ยวเราจะชดใช้ให้น้า หายโกรธน้า ให้แก้ตัวน้า

ที่บริษัทกำลังจะมีทริปดูงานที่เปรูซึ่งคุณอยากไปเหลือเกิน แล้วเจ้านายก็เคยสัญญาว่าแล้วคุณจะได้ไปแน่นอน ขณะที่กำลังจัดกระเป๋าเสื้อผ้าอย่างรื่นเริง นายก็โทรมาแจ้งข่าวร้ายว่าต้องเตะคุณออกจากทริป แล้วพาลูกสาวท่านประธานบริษัไปแทน ว่าแล้วก็โทษขอโพยอย่างสุดซึ้ง

"I'm sorry, but I promise I'll make it up to you somehow."  ไอ้คำว่า  'somehow' เนี่ยแปลว่า "ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง" ซึ่งอาจจะเป็น "งานหน้าเอ็งได้ไปแน่ๆ" หรือ "น่า เดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว" หรือ "น่า เดี๋ยวปีนี้พิจารณาโบนัสให้งามๆ อย่าโกรธกันเลย ขัดท่านประธานไม่ได้จริงๆ"

Make of

Make of  ::  ถ้าเราถามใครสักคนว่า "What do you make of it?" นั่นหมายถึงเรากำลังถามความเห็นของคนคนนั้นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กำลังคุยกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องที่เราคิดว่ามันแปลกๆ มันมีอะไรแหม่งๆ ชอบกลแฮะ เช่น จู่ๆ เจ้านายโคตรดุของคุณก็ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แถมบอกว่าบ่ายนี้มีประชุมสำคัญ ทุกคนต้องเข้า ย้ำว่า ทุกคนต้องเข้า เรื่องนี้มันน่าแปลกจริงๆ เลยหันไปกระซิบถามเพื่อนว่า

"What do you make of it."

ถ้าเป็นคนอื่นอารมณ์ดีนี่ก็น่าเชื่ออยู่หรอกว่าเป็นเรื่องดีๆ จิรง แต่คนอย่างเจ้านายดูร่าเริงผิดปกติแบบนี้ทำไมไม่รู้ แต่หนาวๆ อะ

Make time

Make time  ::  หลายคนแปลตรงตัวว่า 'ทำเวลา'  แต่ที่จริงแล้วมันแปลว่า 'เผื่อเวลาครับ' เคยได้ยินสำนวนไทยสมัยนี้เขาอธิบายถึงลักษณะแฟนในฝันไว้อันนึง เพราะคิดว่ามันสำคัญที่สุด ยิ่งไปกว่าความตาคมนมโต หรือ ความหล่อเหลาเกาหลี นั่นคือต้อง 'นิสัยดี มีเวลาให้'


นิสัยดี อันนี้ก็แล้วแต่ 'ดี' ของใครเป็นยังไง แต่ 'มีเวลาให้' เนี่ยเป็นตัวตัดสินเลยนะครับ มันเฉือนกันตรงนี้เลย เป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ของการที่คนจะอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ได้ เพราะบางทีต่อให้นิสัยดี ซื่อสัตย์ประหยัด รักสิ่งแวดล้อมแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเวลาให้ ก็จบ


In a relationship, you have to make time for each other.

เม้กไทม์จึงหมายถึง ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน คุณก็ต้องเม้กชัวร์ว่า คุณมีเวลาให้คนสำคัญของคุณ หรือมีเวลาทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เช่น ต่อให้ยุ่งแสนยุ่ง อย่างน้อยพ่อแม่ก็ควร Make time สำหรับลูกๆ โดยการนั่งดูทีวีเป็นเพื่อนเสมอเพื่อชีแนะและตอบคำถามที่ลูกอาจสงสัย

และไม่ว่าการงานจะท่วมล้นเพียงไร คุณก็ต้อง Make time สำหรับเพื่อนที่คบไว้ หมาที่เลี้ยงไว้ ตลอดจนแฟนที่จีบมาได้อย่างยากลำบาก ได้เขามาแล้วก็ต้องดูแลนะเข้าไหม

Make the most of it

Make the most of it  ::  สุภาษิตไทยที่ว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก" เพราะมันแปลว่าเมื่อมีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้น ให้รีบฉกฉวยตักตวงเอาไว้ให้มากที่สุด เพราะมันอาจไม่อยู่นานหรือยั่งยืน เหมือนน้ำขึ้นจริงๆ เพราะเดี๋ยวมันก็ลง ถ้าไม่รีบตักตอนนี้ จะให้ไปตักตอนไหน


ชีวิตฝรั่งเขาขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศมากๆ นะครับ ไม่เหมือนบ้านเราที่ร้อนยังไงก็ร้อนยังงั้นตลอดทั้งปี แต่จะว่าไป ร้อนยังไงมันก็ยังไม่ถึงกับร้อนจนคนตายกันเป็นเบือ ในขณะที่ฝรั่งเขาสามารถหนาวตายกันได้ และพออากาศเลวร้าย หิมะลงหนักๆ เข้าสักทีเมืองก็เป็นอัมพาตกันไปหมด เขาถึงให้คุณค่ากับวันที่อากาศดีๆ เหลือเกิน ดังนั้น บางทีเราจะได้ยินเขาพูดว่า  "It's a lovely day. We must make the most of it"  วันที่อากาศดีๆ ยังงี้ เราต้องใช้ชีวิตเอาต์ดอร์กันให้คุ้มไปเลย!  ไปตกปลากัน ไปปิกนิกกัน ไปวิ่งเล่นในทุ่งทิวลิปกัน ฯลฯ ต่างๆ

สำหรับผม ช่วงเวลาที่ผมอยากให้น้องๆ ที่กำอ่านอยู่นี้ตักตวงความสุขเอาไว้ให้ได้มากที่สุดก็คือวัยเรียนครับ มองย้อนกลับไปแล้ว ไม่มีวันเวลาไหนจะแสนวิเศษเท่าชีวิตในช่วงนี้อีกแล้วนะ เพราะฉะนั้น "Make sure that you make the most of it."